digital film to die

บทเรียนดีๆ จากกล้องฟิลม์ ก่อนที่จะหายไปตามกาลเวลา

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป คนเปลี่ยน วัตถุเปลี่ยน ทุกสรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนยุคสมัยให้คนเราสับสนได้เสมอ มีหนึ่งก็ต้องมีสอง มีเก่าก็ย่อมมีใหม่ มีกล้องแพง ก็ย่อมมีกล้องดิจิตอล ราคาถูก ราคาเปลี่ยนตามโลกาที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปรผัน (ชักเริ่มออกทะเล) ดังกล้องรุ่นเก่าแบบกล้องฟิลม์ที่ตายตามกาลเวลา กลายเป็นกล้องใหม่ที่มีคุณภาพของรูปมากขึ้น หากแต่ขาดสิ่งที่เรียกว่า คุณค่า มาดูข้อคิดของสิ่งที่เรียกว่ากล้องใส่ฟิล์มกันว่าเคยสร้างความประทับใจให้คนรักกล้องคนหนึ่งมากแค่ไหน

ฟิลม์ม้วนที่ 1 : ความทรงจำที่มิอาจลบเลือน

บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะใครก็ไม่สามารถลบความทรงจำได้อย่างแน่นอน เปรียบเทียบได้กับกล้องฟิล์ม ที่เมื่อไหร่ที่ได้กดชัตเตอร์ไปแล้ว ก็ไม่สามารถลบภาพที่พึ่งถ่ายออกไปได้เช่นกัน ซึ่งนั่นเป็นข้อดีสำหรับคนที่มีนิสัยเสีย ที่เมื่อถ่ายภาพเสร็จ 1 ภาพ ก็จะต้องเปิดดูก่อนว่าภาพนี้งดงามหรือไม่ ? การกระทำเช่นนี้อาจจะทำให้เสียจังหวะในการเก็บภาพที่งดงามอย่างที่สุดก็เป็นได้ เทคโนโลยีเพิ่มความขี้เกียจให้คนโดยแท้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมเสมอ

ฟิลม์ม้วนที่ 2 : ความโลภที่กัดกินกับความตั้งใจที่แข็งแกร่ง

อย่างที่รู้ “กล้องฟิล์ม” ไม่สามารถลบหรือดูรูปได้ ทำให้การถ่ายภาพต้องมีความตั้งใจมากยิ่งขึ้นเนื่องจากต้องคิดถึงสิ่งที่ได้ และสิ่งที่เสียไปว่ามันคุ้มค่ากันหรือไม่ ? ไม่ใช่เอาแต่โลภมากถ่ายเอาเยอะเข้าว่าจนมีแต่รูปคุณภาพต่ำหาดีไม่ได้ ฉะนั้น การจะถ่ายภาพทุกภาพเพื่อให้ได้รูปที่งดงามดั่งที่ประสงค์ เราต้องอย่าปล่อยให้ความโลภมากัดกินจิตใจที่ตั้งใจ มิเช่นนั้นก็จะไม่มีทางได้สิ่งที่ตั้งใจแม้ความโลภจะมีมากมายแค่ไหน

ฟิลม์ม้วนที่ 3 : ความงดงามที่ใฝ่ฝัน

ทุกๆคนมีความโลภหมดทุกคน และความโลภของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ในกรณีของเหล่าคนโลภนั้นคือความงดงามของภาพที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีการแต่งเติมใดๆ ซึ่งหาได้จากกล้องฟิล์มที่มีความละเอียดเหมือนกันหมดเพราะเป็น “Full Frame” ที่ทำให้ภาพมีความละเอียด งดงาม สมจริง เป็นธรรมชาติและถึงแม้ปัจจุบันจะมี “กล้อง DSLR” ที่เป็นฟูลเฟรมแล้ว แต่ราคานั้นแสนแพง ไม่เหมาะกับความโลภของคนโลภที่เอาแต่ได้เพียงอย่างเดียว

ฟิลม์ม้วนที่ 4 : การเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่งดงาม

คนโลภถึงจะเป็นชายที่มีความโลภอย่างไร้ขีดกำจัด แต่ในเรื่องการถ่ายภาพสมจริงก็ยังติดอยู่กับกรอบเดิมๆ อย่างการถ่ายภาพที่ภาพนั้นจะต้องคมชัด สีไม่เพี้ยน ไม่เบลอ เหมือนสิ่งที่เห็นเป๊ะๆ รวมกับภาพจากในฟิลม์ภาพยนตร์ ภาพอนิเมะ ภาพในซีรีส์ฝรั่ง ที่ไม่มีคำว่าผิดพลาดปรากฏบนหน้าจอ ซึ่งหากได้สัมผัสกับการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มที่ไม่สามารถวัดแสงได้ อาจทำให้มีการตั้งค่าที่ผิดเพี้ยน แต่ในบางทีถ้าออกนอกกรอบบ้าง รูปที่เกิดจากการตั้งค่าที่ผิด อาจจะมีมิติที่สวยงามอย่างบังเอิญก็ได้

ขอบคุณบทความจาก hitech.sanook.com

รวมรีวิว Panasonic Lumix DMC-GM5

Panasonic Lumix DMC-GM5 นักถ่ายภาพช่างกล้องส่วนใหญ่จะชอบตรงที่เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จะได้ใส่เลนส์ แล้วไม่ล้น กล้องราคาถูกดิจิตอล DSLR ถูกและดี ฮิต น่าใช้ น้ำหนักเบา ยี่ห้อดัง รุ่นเด็ด รีวิว มาพร้อม เซ็นเซอร์ Live MOS รูปแบบ Micro Four Third ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลระบบประมวลผล Venus EngineISO 200-25600(ขยายได้ถึง 100-25600)ระบบโฟกัสอัตโนมัติ แบบ Contrast Detect 23 จุดความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 1/16000 วินาทีความเร็วถ่ายภาพต่อเนื่อง 5.8 ภาพต่อวินาทีจอแสดงผล Touchscreen ขนาด 3.0 นิ้วความละเอียด 921,000 พิกเซลช่องมองภาพ LVF ความละเอียด 1,166,000 พิกเซลช่องมองภาพครอบคลุมการมองเห็น 100% อัตราขยาย 0.92xถ่ายภาพวีดีโอ Full HD 1920 x 1080, 60pบอดี้แมกนีเซียมอัลลอยด์มี Hot-shoe สำหรับต่อแฟลชหรืออุปกรณ์เสริมมีแฟลช DMW-FL-70 มาให้มี Wi-Fi ในตัว

Panasonic_Lumix_GM5_ttt

Panasonic Lumix DMC-GM5 ถือกล้องถ่ายได้ง่ายๆ ภาพการ์ตูนสนุกๆ สวย แถมระบบ Tracking ก็ทำงานได้น่าประทับใจมาก หรือจะเบือกถ่ายภาพนิ่งก็ทำงานได้รวดเร็วมากแม้ใช้ Live View แนะนำให้ใช้กันได้เลย สำหรับคอนักถ่ายภาพ Cenimatography ที่ต้องการกล้อง DSLR ถ่ายหนังถ่ายคลิปเนียนๆ ไม่ต้องมานั่งโฟกัสด้วยมือให้ปวดดวงตา ลองดูตัวอย่างวีดีโอที่ถ่ายด้วยกล้อง Canon EOS 70D ตัวนี้ครับ จะเห็นว่าไม่มีจังหวะกระตุกของการโฟกัสภาพให้เห็น แต่มีหลุดโฟกัสบ้างถ้าขัยบกล้องเข้าออกเร็วเกินไป หรือใช้ระบบ Tracking ใบหน้าแต่ตัวแบบดันหันหลังให้คนถ่าย

ทีนี้เรามาดูตามจุดต่างๆของกล้องกันบ้าง เริ่มจากแป้นควบคุมต่างๆบริเวณด้านบนขวาของกล้อง  เหมือนกับพวกกล้องบันทึกวีดีโอ Camcorder ไม่มีการโฟกัสกระตุกรบกวน จะเห็นได้ว่ามีแป้นปรับความเร็วชัตเตอร์ ที่สามารถเลือกปรับค่าต่างๆได้อย่างรวดเร็ว แถมมีค่า B , T และก็ X ให้ใช้ด้วย ใครเคยเล่นกล้องฟิล์มน่าจะรู้จักค่าพวกนี้ดีว่าคืออะไร และที่เพิ่มเติมก็คือสามารถปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ในสัดส่วน 1/3 ได้โดยถ้าเราตั้งค่านี้ไว้ จะต้องไปเลือกปรับค่าผ่านทาง Dial หลักบนตัวกล้องแทน ตรงนี้มีก้านเลือกโหมดการลั่นชัตเตอร์ด้วย ส่วนปุ่มชัตเตอร์อันนี้โดนใจอย่างแรงเพราะสามารถนำเอาสายลั่นชัตเตอร์แบบเก่าที่เป็นแบบเข็มมาใช้ได้เลยทุกยี่ห้อ ส่วนแป้นปรับโหมดถ่ายภาพมีให้พื้นๆ 4 โหมดหลัก พร้อมหน้าจอ LCD เล็กๆ

Lumix GM5 ออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกให้เรียบหรูสไตล์คลาสสิก โดดเด่นด้วยช่องมองภาพแบบ LVF (Live Viewfinder) ความละเอียด 1,166,000 พิกเซลพร้อม Eye Sensor สามารถแสดงผลได้ 100% แทนตำแหน่งที่เป็นแฟลชป๊อปอัพเดิมในรุ่น GM1 ดังนั้นด้านบนถัดจากช่องมองจึงมีฐานเสียบแฟลช Hot-shoe

สำหรับเชื่อมต่อแฟลชแยกรุ่น DMW-FL-70 มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในกล่อง โดยแฟลชรุ่นนี้มีความแรงที่ไกด์นัมเบอร์ GN.7/ ISO100 อาศัยพลังงานจากตัวกล้องดังนั้นหมดกังวลเรื่องน้ำหนักของแบตเตอรี่ไปได้เลยด้วยเหตุนี้กล้องรุ่นนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นกล้องมิลเลอร์เลสที่มีช่องมองภาพที่เล็กที่สุดในโลกตอนนี้ นักถ่ายภาพที่นิยมการเล็งภาพผ่านช่องมองภาพก็มีทางเลือกมากขึ้น และสำหรับผู้ที่ถนัดการมองผ่านจอแสดงผล LCD ทางพานาโซนิคก็จัดมาให้ในขนาด 3 นิ้ว

ความละเอียด 921,000 จุด แบบ Touchscreen จึงสนองการควบคุมระบบการโฟกัสภาพแบบเลือกพื้นที่โฟกัสอัตโนมัติ 23 จุด (แบบ Contrast AF) ได้อย่างฉับไว จากเซ็นเซอร์ Live MOS รูปแบบ Micro Four Thirds ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับระบบประมวลผล Venus Engine ทำให้ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องทำได้เร็วถึง 5.8 ภาพ/วินาที ที่ความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 1/16000 วินาทีนับว่าเป็นความเร็วในการเปิดรับแสงที่เร็วที่สุดแม้แต่กล้อง

ในส่วนของปุ่มเมนูต่างๆนั้น หากเคยใช้กล้อง Nikon มาแล้วก็น่าจะคุ้นเคยกับการทำงานได้ไม่ยากนัก รูปแบบเมนูในหน้าจอก็ยังคงเหมือนเดิม เรียกได้ว่า สมกับที่เป็นกล้องในฝันที่หลายคนคิดเล่นๆว่าอยากได้กล้องหน้าตาย้อนยุคแต่มีระบบดิจิตอลเต็มตัวแบบนี้

Continue reading